documentary

 

 

สารคดีโดย เจี่ยจางเคอะ ผู้กำกับจีนรุ่นหก ที่ทำขึ้นคู่ขนานระหว่างที่เขาหนัง STILL LIFE   ภาพยนตร์รางวัลสิงโตทอง   STILL LIFE นั้นเล่าเรื่องของชาวบ้านในหมู่บ้านที่กำลังจะจมหายไปในน้ำเมื่อรัฐบาลสร้างเขื่อนเรียบร้อย DONG ติดตามการทำงาน LUI XIOA DONG จิตกรชาวจีนที่วางแผนจะวาดรูปขนาดใหญ่ยักษ์ของชาวบ้าน โดยในครึ่งแรก เขาเขจ้าไปในหมู่บ้าน บริเวณ เขื่อนสามโตรก (ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่ปรากฏใน STILL LIFE)  เพื่อวาดรูปเหล่ากรรมกร ที่ทำการทุบตึก ก่อนที่ครึ่งหลัง เขาจะเดินทางมายังกรุงเทพ ประเทศไทย เพื่อวาดภาพ(ขนาดใหญ่ยักษ์เช่นเดิม) ของบรรดาโสเภณีในกรุงเทพ

 

ในฐานะหนังสารคดี เอาเข้าจริงหนังสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ในการติดตาม กระบวนการวาดภาพอย่างใจจดจ่อ แม้หนังจะมีบทสัมภาษณ์ของ LUI XIOA DONG เพื่อแสดงให้เห็นว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจวาดภาพเหล่านี้ เขาอาจพูดถึง ความสัมพันธ์ของสถานที่ ทัศนียภาพ และผู้คนตัวเล็กๆ จิตวิญญาณที่สูญหาย พูดถึงตัวเอง (ถึงขนาดถ่ายภาพเขารำไท้เก๊กในตอนเช้า)  เขาอาจพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ที่แท้แล้วสารคดีเรื่องนี้กลับไม่ได้มีขึ้นเพื่อเล่าเรื่องศิลปินเลยแม้แต่น้อย  ที่จริงแล้ว LUI XIOA DONG ทำหน้าที่เป็นเพียง- พาหนะ- ของหนังเรื่องนี้มากกว่าเป็นตัวหลักด้วยซ้ำ  

 

เพราะที่หนังต้องการจะเล่าคือการสอดกล้องส่องเข้าไปมองชีวิตของบรรดาคนตัวเล็กตัวน้อย คนงานทุบตึกที่มีชีวิตอย่างยากลำบาก หนังค่อยๆออกห่างจากการวาดภาพ เมื่อชายคนหนึ่งที่เป็นแบบเกิดตายลง (หนังไม่ให้เราเห็นการตายและดุเหมือนจะเป็นการยกฉากนี้ออกมาจากฉากหนึ่งใน STILL LIFE) LIU XIAO DONG จึงออกเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านชนบทเพื่อไปแจ้งข่าวความตาย ตรงนี้เองหนังเริ่มแสดงให้เห็นว่าที่แท้หนังต้องการพาเราไปดูสภาพของผู้คนมากกว่าการวาดรูป จากทัศนียภาพแห่งซากปรักหักพัง กล้องติดตาเขาไปบนถนนดินแดง ฝนที่พรำสายไม่หยุดหย่อน การเดินทางด้วยรถตู้ ไปพบกับครอบครัวของชายไร้ชื่อเอารูปของเขาไปให้ เอากระเป๋าลายตลกๆไปให้ลูกสาวของเขา จังข่าวความตาย

 

เช่นเดียวกันในครึ่งหลัง เมื่อเขามาวาดรูปที่กรุงเทพ โสเภณีที่นั่งรวมกลุ่ม(เขาวาดภาพใหญ่ยักษ์ด้วยการให้บรรดาผู้คนนั่งรวมกลุ่มเรียงกันเหมือนชั่วโมงพัก ) ในตอนที่เขาวาดภาพคนงานพวกเขาเล่นไพ่ ในชุดกางเกงชั้นในตัวเดียว และกับสาวๆพวกเธอร้องเพลง -เมื่อเขามาฉันจะไป- ของ ดา เอนโดรฟิน ( และเป็นครั้งแรกที่ผมพบว่าเพลงนี้ เพราะและมีความหมายลึกซึ้งมาก อย่างน้อยการที่ร้องออกมาจากปากพวกเธอ มันทำให้เพลงนี้เหมือนเขียนมาจากชีวิตของพวกเธอเลยด้วยซ้ำ)

 

หนังแสดงภาพทาบทับคนสองกลุ่มจากสองดินแดนเข้าด้วยกันในฐานะของแรงงานไร้ชื่อผู้ไม่อาจมีปากเสียง คนงานทั้งสองกลุ่มจัดอยู่ในกลุ่มต่ำสุดของสังคม แต่พวกเขาคือฐานรากของการดำรงคงอยู่  คนงานในจีน มีจำนวนมากมายและได้ค่าแรงถูกพวกเขาอพยพมาจากขนบทอันโพ้นไกล และหากพวกเขาตายลงพวกเขาก็จะไม่ได้ถูกจดจำอีก ฉากหนึ่ง XIAO DONG เอารูปที่เขาถ่ายชายผู้ตายไว้ตอนจะวาดงาน ไปส่งให้ภรรยาผู้ตาย เธออ้อนวอนขอรูปจากเขา แต่ไม่ร้องให้ เพียงหันไปบอกลูกสาวว่าพ่อเอ็งจะไม่กลับมาอีกแล้ว   ชายผู้นี้อาจไม่เคยมีรูปสักใบเป็นของตัวเอง   ตอนนี้เขาตายไปแล้วถูกลืมสิ้น   ลึกๆมันราวกับว่ากระทั่งภรรยาของเขาก็มั่นใจว่าเขาอาจจะไปแล้วไปเลย เธอจึงทำใจได้ล่วงหน้าแล้ว  กล้องจับจ้องภาพพ่อของผู้ตายที่มองจ้องตอบด้วยดวงตาที่ไม่อาจอ่านความรู้สึกได้  ดวงตาที่อาจเป็นภาพแทนความแร้นแค้นทั้งมวล  ในขณะที่หนังติดตามชีวิตของเหล่าบรรดาโสเภณีในเมืองไทยได้น้อยกว่า กล้องอาจทำได้เพียงติดตามชีวิตของสาวนางหนึ่งในกลุ่ม  มองดูเธอกลับบ้าน ก่อนที่เธอจะพบว่า ที่บ้านเกิดเธอกำลังประสบอุทกภัย  ภาพสุดท้ายคือเรามองเห็นเด็กสาวขึ้นรถไฟไปอุตรดิตถ์ และไม่อาจรู้ว่าเธอจะกลับมาที่นี่หรือไม่ หรือเกิดอะไรขึ้นกับเธอที่นั่น

 

โดยที่เราไม่รับรู้หรือไม่ยอมรับรู้โลกนี้ล้วนหมุนเคลื่อนด้วยเรี่ยวแรงของกลุ่มแรงงานไร้นามอพยพเหล่านี้ ทั้งคนชนบทที่เข้ามาทำงานในเมือง เรื่องไปถึงพลเมืองชั้นแปดอย่างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ถูกปฏิบัติต่ำกว่าสัตว์เลี้ยงเสียด้วยซ้ำ หนังแสดงให้เห็นทั้งความไร้นามของเหล่าคนนี้และในขณะเดียวกันก็ให้เราเห็นภาพร่างของชีวิตอันมีน้ำเนื้อแห่งความลำเค็ญของพวกเขาไปในคราวเดียวเช่นกัน

 

แม้ DONG อาจมีรูปร่างหน้าตาเหมือนสารคดีขนาดสั้นที่ไม่ได้มีตุดประสงค์หนักแน่นในการตีแผ่นเหมือนกับสารคดีเรื่องอื่นๆที่คุ้นลิ้น แต่ ความเลื่อนไหลในสิ่งที่กล้องของหนังสนใจ กับมัดรวมไปสู่ประเด็นเดียว ซึ่งไม่ใช่เพียงการแสดงความบากบั่นของจิตรกรหนุ่ม หากลึกลงไปถึงสิ่งที่จิตรกรหนุ่มคนนั้นจ้องมองนั่นคือภาพของคนตัวเล็กในทัศนียภาพอันรกร้างว่างเปล่า ในทางหนึ่ง หาก LI XIAODONG วาดภาพ JIA ZHANGKE ก็สร้างหนังเพื่อบอกเล่าในประเด็นเดียวกัน ภาพสุดท้ายของทั้งสองตอนจึงเป็นภาพของภาพวาดที่เสร็จสมบูรณ์ กลางทัศนียภาพที่เงียบเศร้า อย่างยิ่ง

 

 

 

ทะเลสาบวิคตอเรีย ในแทนซาเนียถือเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลก  ตามตำนานเก่าแก่ของชนเผ่า มันคือต้นกำเนิดของมนุษย์ทุกคนบนพื้นพิภพนี้ 

 

เรากำลังจับจ้องมองทะเลสาบวิคตอเรีย ผิวน้ำนิ่งสงบสี้ขียวครามกระเพื่อมไหวตามแรงลม ตอนนั้นเองที่เราเห็นเงาของเครื่องบินลำยักษ์บนฟ้า เครื่องบินที่บินมาที่นี่วันละเที่ยว ไม่ได้นำอาหารมาให้ผู้คนที่ขาดแคลน แต่มา-เอา- อาหารจากสถานที่นี้ไป และอาหารนั้นคือเนื้อปลา  NILE PERCH ปลาขนาดใหญ่ยักษ์ ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้

 

ว่ากันตามจริงแล้ว ปลา NILE PERCH ก็ไม่ใช่ปลาพื้นถิ่นของที่นี่ มันถูกนำมายังทะเลสาบวิคตอเรีย ในยุค 60  เพื่อทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์  แต่ผลจากความแข็งแกร่งและการเป็นผู้ล่า (ที่ไม่ต่างจากเจ้าอาณานิคมผู้นำมันมา ) เจ้าปลา NILE PERCH ทำให้ปลาพื้นถิ่นในทะเลสาบเกือบทั้งหมด มีอันต้องสูญพันธ์ไป และโดยไม่มีใครคาดคิด สามสิบปีต่อมา มันจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำหรับ ประเทศแทนซาเนีย  EU นำเข้าเนื้อปลาชนิดนี้เป็นจำนวนมาก จนสามารถตั้งโรงงานขนาดใหญ่ สำหรับการแล่เนื้อปลาส่งขายมีเครื่องบินมารับสินค้าทุกวัน ฟังดูเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศยากจนอย่างแทนซาเนีย แต่ก็เช่นเดียวกับปลา NILE PERCH ผลของโลกทุนนิยมทำลายทวีปแอฟิกาจนป่นปี้อย่างเป็นระบบ ด้วยวิธีการอันซับซ้อโยงใย หากทวีปแอฟริกา คือ ทะเลสาบวิคตอเรีย เราเองใยมิคลายปลา NILE PERCH และนี่คือสิ่งที่สารคดีเรื่องนี้จะพาเราไปชม

 แรกเริ่มเดิมที่ HUBERT SAUPER ผู้กำกับสารคดี ชาวออสเตรีย เดินทางเข้าไปในประเทศ คองโก ระหว่างการสู้รบของ เผ่า HUTUS และ เผ่าTUTSI ติดตามไปกับบรรดานักข่าวจากBBC และคนจากสหประชาชาติ เดินทางโดยรถไฟเข้าไปยังค่ายอพยพ เพื่อทำสารคดีเรื่อง KISANGANI DIARY สารคดีที่ไม่ได้ตั้งค่าถาม หรือมองอแฟริกาผ่านมุมของคนขาว แต่เป้นการถือกล้องกวาดไปตามเส้นทางมรณะ  มองดูคนที่ต้องตายเพียงเพราะเกิดมาต่างเผ่า ชาวเผ่าHUTUS ที่โดนไล่ล่าเดินทางหนีตายไปตามค่ายพักผู้อพยพ บางค่ายโดนกวาดล้างสังหารหมู่ในตอนกลางคืน ประมาณกันว่ามีคนตายในแต่ละวันเท่ากับจำนวนคนที่ตายในเหตุการณ์ 11 กันยา กล้องพาเราไปดูผู้คนที่ถูกเล่าไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่าจนถึงตอนนี้เขาและเธอคงตายกันหมดแล้ว เด็กทารกหิวโซที่เหมือนซากสัตว์มากกว่ามนุษย์ มือที่ไขว่คว้าขอความช่วยเหลือ กลุ่มฝูงชนที่เดินตามเสียงรถไฟไร้ประโยชน์ เพื่อดูว่าจะมีใครช่วยเหลือเขาได้หรือไม่ HASANGANI DIARY สะเทือนขวัญผู้ชมด้วยภาพ ของผู้อพยพ ล้มตายเพราะอดอาหาร กลิ่นศพเน่าเหม็น ทำให้คนที่ยังมีชีวิตรอดต้องปิดจมูกอาศัยเพราะพวกเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะฝังศพ  SAUPER ติดตามไปดูการช่วยเหลือจาก EU แล อเมริกา ที่ส่ง บิสกิตกับถั่วมากับเครื่องบิน   ซึ่งบนเครื่องบินนั้นเองที่เขารู้สึกตะหงิดๆว่าอาจมีการขนอาวุธเข้ามาในแอฟริกา  ความช่วยเหลือที่ล่าช้า และเด็กที่อดอาหา